Burapha University Archives

จดหมายเหตุมหาวิทยาลัยบูรพา

BURAPHA UNIVERSITY ARCHIVES

Menu

สัมภาษณ์รองศาสตราจารย์เชาวน์ มณีวงษ์

อดีตอธิการบดีคนแรก มหาวิทยาลัยบูรพา
ในหัวข้อ
๑. ประวัติความเป็นของมหาวิทยาลัย
๒. เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยที่ท่านอาจารย์ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยบูรพา
๓. นโยบาย ทิศทาง และความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
๔. ลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เริ่มวิทยาลัยวิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน และมหาวิทยาลัยบูรพา

สำนักหอสมุด: ขอเรียนเชิญอาจารย์เล่าถึงเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ ของมหาวิทยาลัยค่ะ

ร.ศ.เชาวน์:

ที่จริงมหาวิทยาลัยนี้เกิดขึ้นมาจากการกระจายความเจริญทางด้านการศึกษา การกระจายโอกาสทางด้านการศึกษาไปสู่ประชาชนหรือไปสู่ส่วนภูมิภาค เพราะว่าเดิมทีเดียววิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน ถือว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกที่มีการประสาทปริญญาตรีแผนกแรกของประเทศ ที่ออกมาจากส่วนกลางไปสู่ส่วนภูมิภาค แต่ว่าเหตุผลที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของมัน ก็คือว่า วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน เกิดขึ้นมาจากแนวความคิดในเรื่องการสร้างและการพัฒนาบุคลากร เพราะว่าประเทศชาติจะมีความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ต้องสร้างคุณภาพของประชากรก่อน ที่นี้ก็มีการคิดกันว่าการจะสร้างคุณภาพของประชาชนก่อนนั้น ควรที่จะสร้างที่กลุ่มไหน นักคิด นักเขียนในขณะนั้นก็ไปนั่งคุยกัน ซึ่งมีนักวิชาการศึกษามากมาย กระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งสมัยก่อนไม่มีทบวง ก็รวมอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ก็มานั่งคิดกัน ในที่สุดก็บอกว่าต้องพัฒนาคนที่จะไปสอนคนก่อน คือการที่จะให้คนทั้งหลายดีทั้งประเทศนั้นต้องเอาคนที่จะไปสอนคนนั้นให้ดีที่สุดเป็นแม่บทที่ดีที่สุด ก็คือ ครู เพราะฉะนั้นวิชาชีพครู จึงได้รับการพัฒนาขึ้น จากเดิมนั้นครูแท้ๆ จริงๆ ไม่เคยมีปริญญา มีแค่ ปม. สูงสุด คำว่า ปม. คือ ประโยคครูมัธยมสูงสุด เมื่อมีความคิดต่างๆ อย่างนี้ประกอบกับการวางแผนที่ดีของรัฐบาลในสมัยต้นๆ ในขณะนั้น ก็คือว่า ส่งคนไปศึกษาหาความรู้ต่างประเทศ ก็มีครูบาอสจารย์ต่างๆ ได้รับทุนไป ต่างประเทศจำนวนมาก แล้วก็กลับเข้ามา พอกลับเข้ามาในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ U.S.A. กำลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของปรัชญาการศึกษากับวิธีการจัดการศึกษา วิธีการขยายความคิดเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาคน ส่วนใหญ่จะไปศึกษามาจาก “มิดเวส” (MIDWEST) คือ แถบกลางๆ ของอเมริกา แถบมิชิแกน อิลินอยส์ เรื่อยมา ไอโอวา อินเดียน่า เทนเนสซี แถวนี้ในกลุ่มตรงนี้เค้ามีความคิดในเรื่องของการสร้างอาชีพใหม่ เค้าเรียกว่าวิชาชีพครู ซึ่งแนวความคิดนี้มีความหลายๆ คนคิดกัน แต่คนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญที่สุดคือ ศ.ดร.สาโรจน์ บัวศรี, หลวงสวัสดิ์ สาระพุท, ดร.ธำรง บัวศรี, อ.ก่อ สวัสดิพานิช, ดร.สุดใจ เหล่าสุนทร เหล่านี้ เป็นต้น พวกนี้ก็มีความคิดกัน ก็จึงต้องทำ ทำอย่างไรถึงจะยกวิชาชีพครูให้สูงขึ้นแล้วได้ปริญญาด้วย ในที่สุดก็ทำกันสำเร็จเมื่อปี ๒๔๙๖ ก็เรียกว่า ก่อตั้งเป็น พ.ร.บ.วิทยาลัยวิชาการศึกษาขึ้น ก็ไปเอาที่ประสานมิตร ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงเรียนครูชั้นสูง ประสานมิตร ขึ้นแห่งแรก ที่ซอยประสานมิตร ปัจจุบันนี้แหละอี ๒ ปีต่อมา ก็ขยายไปที่บางแสน ก่อนขยายไปที่บางแสนแนวความคิดของท่าน พล.อ.มังกร พรหมโยะีบวกกับนักการศึกษาในสมัยนั้นว่าควรจะขยายอุดมศึกษาไปสู่ภูมิภาค คือเนื่องจากว่า พล.อ.มังกร ท่านมีบ้านพักตากอากาศอยู่บางแสนท่านก็มาบ่อย จอมพล.ป. ท่านก็มีบ้านพักตากอากาศอยู่เขาสามมุข พอท่านมาบ่อยท่านก็เห็น ก็คิดว่าตรงนี้น่าจะดี ประการที่หนึ่ง ประการที่สอง ที่ตั้งปัจจุบัยนี้เคยเป็นที่ของท่านคุณหญิงโทณะวณิก อะมนตรี ซึ่งพอคุณหญิงรู้ความคิดต่างๆ นี้ ก็เสนอขายให้ก็ประจวบกันพอดี พล.อ.มังกร ท่านก็เลยคิดว่าดี คงใช้ได้ซึ่งในขณะนั้นก็มีปลักระทรวงศึกษาธิการชื่อว่า นายนาค เทพหัสดิน ปลัดนาคมาดูที่ดูทางจะซื้อต่อ ที่จริงที่ที่เราตกลงกันนี้ตั้งแต่ในสมัย มล.ปิ่น มาลากุล แล้วในที่สุดก็ตกลงซื้อกันในราคาไร่ละ ๒ หมื่นบาทโดยประมาณ ประมาณ ๒๕๐ ไร่ มะพร้าวเต็มไปหมด แล้วก็เป็นที่ลุ่มที่ดอน เอกสารสิทธิ์ตรงนั้นก็คงไม่ระบุชัดเจนเท่าไหร่นัก คล้ายกับเป็นเอกสารสิทธิ์เฉยๆ ไม่มีโฉนดที่ดินอะไร ต่อมาภายหลังก็มี การรังวัด พอมีการรังวัดขึ้น ก็ปรากฎว่าการรังวัดต่างๆ นั้น ก็คิดว่าเอาแต่ที่ดอนแล้วกันไม่เอาที่ลุ่ม ก็ได้ประมาณ ๓๐๐ กว่าไร่ หลังจากนั้นก็ได้เป็นเอกสารสิทธิ์ออกมา มหาวิทยาลัยถึงคราวแล้ว ก็ปรากฎว่าที่ลุ่มๆ ที่เราไม่เอา ต่อมาภายหลังมีการไปออกโฉนดกัน ยึดถือครองกัน เช่น ขณะมรการรังวัดแถวหน้าบ้าน อ.สมาน ศรีปัญญา ท้ายอยู่หลังบ้านพักอธิการบดี จริงๆ ที่ของเราต้องย้ายออกไปถึงหน้าบ้านอ.สมาน แต่ปรากฎว่าตรงนั้นเป็นกะหลุกควาย คือ ที่ๆ ควายมานอนเกลือกกลิ้ง ที่มันก็ขาดไป เพราะควายมันเดินไปเดินมา ตอนที่มารังวัดก็ต้องลุยน้ำไป ทำให้ขี้เกียจเดิน เดินแต่ตรงที่ไม่มีน้ำ มหาวิทยาลัยก้เลยเสียพื้นที่ไปหลายส่วน หรืออย่างคณะวิศวะปัจจุบัน กว่าจะซื้อที่มาได้ ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก จริงๆ แล้วควรจะเป็นของมหาวิทยาลัย แต่เราไม่ไปออกใบต่างๆ ที่ต่ำต่างๆ ชาวบ้านก็มาทำนา แล้วก็ออกเอกสารสิทธิ์ และมีอาจารย์ของเราบางคนไปซื้อที่ตรงนี้มาเป็นของตัวเอง ก็เลยต้องมาจัดสรรขายกัน ในที่สุดมหาวิทยาลัยก็ต้องไปขอซื้อคืน ถ้าแต่ก่อนเรามองการณ์ไกลซื้อไว้ทั้งหมดมหาวิทยาลัยเราจะกว้างกว่านี้อีกเยอะ หลังจากได้ปุ๊บก้ประกาศรับนิสิตมาเรียน เราเรียกว่านิสิตวิทยาลัยวิชาการศึกษา ตอนนั้นอาจารย์ก็จบ ม.๘ จากโรงเรียนวัดนวลนรดิษฐ์ ฝั่งธน อาจารย์ก็ไปสอบเข้าโรงเรียนนายเรืออากาศ สอบติดก็ไปเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ ๒ รุ่นเดียว พล.อ.เกษตร โรจนนิล อาจารย์ไปเรียนอยู่ซัก ๒-๓ เดือน แต่เนื่องจากก่อนไปเรียนอาจารย์ไปเอาทุนกระทรวงศึกษามาเรียน คือ ปป. เร่งเอาทุนมาเกือบปี ออกมาถ้าไม่เป็นครู ปรับ ๔ เท่า ก็เลยตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนนายเรืออากาศ พอลาออกก็เลยไปเป็นอาจารย์เก่าแก่ของเราก็มาบอกว่า ที่บางแสนเปิดวิทยาลัยวิชาการศึกษาแล้วนะ ไม่ไปเรียนเหรอ ๔ ปี ได้ปริญญาด้วย ขอทุนได้ด้วย ผมก็เลยมาโดยเค้าประกาศรับที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา วันสอบคัดเลือกประมาณกลางเดือนเมษายน ปรากฎว่าคนเยอะมากตอนแรกเค้าจะรับ ๔๐ คน แต่ไปๆ มาๆ ก็รับไป ๔๓ คน เค้าก็นัดให้มารายงานตัววันที่ ๑ มิถุนายน วันนั้นมี ดร.ธำรง บัวศรี สมัยนั้นเป็นรองอธิการบดี กับ อ.ดัด จันทนโภช เป็นครูใหญ่เก่า ท่านก็ส่งให้เราขึ้นรถของคุรุสภา จากเตรียมอุดมมาบางแสน รถวิ่งมาทางถนนเส้นเก่า รู้สึกตื่นเต้นปรากฎว่ามาถึงก็มีหอนอนอยู่แล้ว มีอาคารเรียนเสร็จ เช้าวันใหม่รุ่งขึ้นก็มีการอบรมกัน ถึงได้รู้ว่าตึกที่เราเห็นเป็นของโรงเรียนมัธยมของวิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน จริงๆ มีแต่ป่า สรุปว่าเปิด ๒๔๙๘ แต่มาอาศัยวิทยาลัยบางแสนซึ่งเป็นโรงเรียน สังกัดกรมสามัญ ในขณะนั้นก็จึงเริ่มกระบวนการเรียนการสอนเกิดขึ้น จุดประสงค์หลักคือ ขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาไปสู่ภูมิภาค เราก็เป็นแห่งแรกที่ประสาทปริญญา คือ กศ.บ. ซึ่งในตอนแรกคนก็ไม่ค่อยยอมรับเพราะไม่รู้จัก กศ.บ. วิธีการเรียนก็ใหม่ หลักสูตรก็ใหม่ ใช้การศึกษาแบบมีพัฒนาการของ จอห์น ดิวอี้, กิล พาทริล, จอห์น ชายน์ อาจารย์ก็สอนโดยวิธี LEARNING BY DOLING แทนที่จะท่องจำก็ให้ไปคิดค้นเขียนทำการบ้าน มีรายงานหน้าชั้น เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวตลอดเวลาไม่เหมือนการเรียนแบบเก่า เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีใหม่หมดเลยแต่ก็สนุก ทำให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง ถือได้ว่าเป็นกลักสูตรที่สร้างให้คนมีความคิด ความอ่านได้ดี นี่คือกำเนิดวิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน จริงๆ แต่ทุกวันนี้เวลาเรานึกถึงวิทยาลัยเรากลับนึกถึง ๘ กรกฎ คือวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๔๙๘ วันสถาปนาเป็นวันหลัก เพราะฉะนั้นเป็นวันที่เราได้รับงบประมาณมาดำเนินงานในการจัดสร้างอาคาร ๓ หลัง หลังที่ ๑ คือ อาคารอำนวยการ หลังที่ ๒, ๓ คือ หอนอนหญิง ๑ หลัง ชาย ๑ หลัง วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๔๙๘ พล.อ.มังกร พรหมโยธี ก็มาทำพิธีวางศิลากฤษ์ อาจารย์ก็เป็นจ้าหน้าที่ นิสิตทั้งหมด ๔๑ คน ก็ไปตั้งแถวรับกัน พิธีก็เป็นไปอย่างราบเรียบ เราเลยถือเอาวันที่ ๘ กรกฎ เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยและในประวัติศาสตร์การศึกษษของชาติเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับอุดมศึกษานั้นก็ถือได้ว่าแห่งแรกคือ วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน แต่เนื่องจากมีสถานภาพเป็นเพียงมหาวิทยาลัยเลยไม่ดัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เกิดขึ้นมาทีหลังจากความคิดอันเดียวกัน แต่เค้าได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ แล้วของเรายังมีการแตกแขนงเป็นสาขา ทำให้พัฒนาลำบาก แต่ท่านผู้บริหารคนแรกของวิทยาลัยนี้คือ ดร.ธำรง บัวศรี ท่านบอกว่าถ้าหากท่านมีโอกาส ท่านจะพัฒนาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกให้ได้ แต่ท่านดำรงตำแหน่งได้เพียง ๔ ปี ก็ต้องโยกย้าย มหาวิทยาลัยเลยซบเซาไป แต่ความคิดที่ ดร.ธำรง บัวศรี ให้ไว้กับนิสิต ๔ รุ่นแรก นั้นคือ ถ้ามีโอกาสเมื่อใดที่จะก่อให้เกิดเป็นมหาวิทยาลัยขึ้นมาได้ พวกเราจะต้องต่อสู้ต้องทำให้มหาวิทยาลัยเป็นตัวของตัวเองเพื่อสร้างเอกลักษณ์สร้างความเป็นปึกแผ่น แล้วบังเอิญมีเรื่องการเมือง เรื่องต่างๆ เกิดขึ้นในจังหวะที่พอดี ขณะนั้นอาจารย์เป็นรองอธิการบดี วิทยาเขต ถือเป็นหัวหน้าสถานศึกษาแห่งนี้ก็เดินหน้าเต็มที่ ในที่สุดก็ได้เป็นมหาวิทยาลัย และมีการพัฒนามาเป็นลำดับ มหาวิทยาลัยแห่งนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ทุกคนกล่าวขวัญถึงโดยเฉพาะในภูมิภาค เพราะมหาวิทยาลัยนี้เกิดขึ้นมาด้วยความรู้สึกในการที่จะดูแลรับใช้ด้านวิชาการของสังคม โดยเฉพาะสังคมตะวันออก โดยเฉพาะโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ซึ่งใน พ.ร.บ. ได้ระบุไว้ คนที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารทุกระดับน่าจะไปเปิดดูว่าตัวเองได้ทำตามเจตนารมย์หรือไม่ เพราะโครงการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเป็นโครงการที่รองรับการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออ กับโครงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่เราคาดการณ์ไว้แล้วว่า อีก ๑๐-๑๒ ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราได้วางแผนไว้หมดแล้ว นี่คือความเป็นมาของมหาวิทยาลัยที่อยากให้ทุกคนรู้เอาไว้ เพราะกว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยขึ้นมาได้ต้องทุ่มเทอย่างมาก

สำนักหอสมุด: จากที่เป็นมหาวิทยาลัยบูรพามาเท่าที่ทราบมาอาจารย์เป็นอธิการบดีคนแรก อยากเรียนถามอาจารย์ถึงนโยบาย ทิศทางการเปลี่ยนแปลง และเหตุการณ์สำคัญๆ ที่อาจารย์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมาเป็นมหาวิทยาลัยบูรพา จากปีแรกจนถึงปัจจุบัน

ร.ศ.เชาวน์:

ความเป็นมหาวิทยาลัยได้มีการพยายามกันมาทุกยุคทุกสมัย เป็นแล้วก็หาย พอมาช่วงสมัยอาจารย์ ก็มีความคิดกันว่าจะเปลี่ยนแปลงฐานะของมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ อาจารย์ก็เลยเริ่มศึกษา อาจารย์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองอธิการบดีเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐ สิ่งแรกที่คิดคือ คำพูดของ ดร.ธำรง บัวศรี เมื่อปี ๒๔๙๘ ที่ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องสมบูรณ์แบบเป็นตัวของตัวเอง กับการที่ผู้บริหารคนก่อนๆ ได้พยายามทำแต่ไม่สำเร็จ อาจารย์ก็เลยนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นจุดมุ่งหมายในการทำงาน จึงได้วิเคราะห์หาสาเหตุว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ พัฒนาขึ้นมาเพราะอะไร ก็คิดได้ว่าเหตุผลที่เกิดขึ้นมาไม่ใช่เรื่องของปรัชญา หรือแผนพัฒนาชาติ แต่เกิดขึ้นมาจากความผูกพันทางการเมืองทั้งสิ้น ถ้าจะทำให้สำเร็จไม่เล่นการเมืองไม่มีทาง เพราะบ้านเราขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ. เพราะฉะนั้นจะเล่นการเมืองอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็เริ่มเล่นการเมือง ใครก็ได้ที่เห็นความสำคัญของเรา แล้วก็พยายามเสนอความคิดให้ทราบ นักการเมืองหลายคนโดยเฉพาะ ส.ส.ชลบุรี ก็สนใจ เราบอกเค้าว่าที่นี่สร้างมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ สมควรเป็นมหาวิทยาลัยได้แล้ว ทุกคนก็เห็นว่าอีสเทิร์นบอร์ดกำลังจะเกิดขึ้น ในที่สุดคณะกรรมการก็ไปนำโครงการเก่าๆ กลับมาใหม่ แล้วเชิญนักการเมือง อาจารย์ก็ดูว่าใครมีอิทธิพลในช่วงนั้นมากที่สุด เห็นว่าเป็น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แล้วก็เป็นคนริเริ่มอิสเทร์นซีบอร์ดด้วย อาจารย์ก็เลยไปหาท่านที่ทำเนียบกับนายกสมาคมศิษย์เก่าในขณะนั้น ท่านก็ชอบให้นำเรื่องมา ก็ปรากฎว่ารัฐบาลนั้นล้มไป แต่ความพอดีก็เกิดขึ้นที่ พล.อ.ชาติชาย มีความคิดที่จะสร้างมหาวิทยาลัยที่โคราชเหมือนกัน ก็เลยผนวกว่าเมื่อท่านจะสร้างที่โคราชก็ขอบางแสนพ่วงไปด้วยจึงสำเร็จ แล้วก็ยังมีมหาวิทยาลัยนเรศวรที่พิษณุโลกกับอุบลราชธานี ซึ่งเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยขอนแก่น พล.อ.ชาติชาย ก็เร่งทบวงให้พัฒนาสถาบันที่มีอยู่แล้วให้เป็นมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค ทบวงก็เรียกระดมพลทำโครงการสร้างมหาวิทยาลัยใหม่ทั้งหมด ๔ โครงการ มีการสัมมนาหลายครั้ง ที่สำคัญที่สุดคือที่ชะอำ อาจารย์ไปกับผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนก็นำโครงการไปเสนอแนะ ปรากฎว่าของเรามีศักยภาพในการจะเป็นมหาวิทยาลัยสูงที่สุด เพราะวิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน มีชื่อเสียงมานาน ครูอาจารย์มีความสามารถ ศิษย์เก่าออกไปทำงานก็ได้ผลดีทั้งทางวิชาการก็เก่งสอบชิงทุนได้, ไปทำหน้าที่เป็นผู้บริหารหลายระดับ, กีฬาก็เก่งทั้งฟุตบอล บาสเก็ตบอล ซอฟท์บอล เก่งจนถึงระดับกีฬาแห่งชาติ พอพูดถึงบางแสนแล้วภูมิใจ เรียนเก่ง เล่นกีฬาก็ดี ลูกศิษย์ลูกหาไปทำงานที่ไหนก็หนักเอาเบาสู้ เพราะเราอยู่โรงเรียนกินนอน ครูอาจารย์ก็ปลูกฝังความเป็นคนดีมีคุณภาพ ให้เป็นคนอาสาทำงานในหน่วยงานที่ไปสังกัด ทำให้มีชื่อเสียงมาก ที่นี้เราก็ประเมินแผนของเราว่าเราจะสร้างมหาวิทยาลัยบูรพา ตอนแรกยังไม่รู้ชื่ออะไร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกมั่ง ชื่ออื่นๆ มั่ง ความหมายครั้งแรกที่เราจะสร้างมหาวิทยาลัยก็คือ จะไม่ให้เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่น โดยเฉพาะคณะที่จะ (ต่อหน้า ๖)