การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิพื้นผิวดินกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง กรณีศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง.

Titleการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิพื้นผิวดินกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง กรณีศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง.
Publication TypeJournal Article
Year of Publication2560
Authorsเพ่งพิศ., นราธิป, Phengphit., N, กาญจนสุธรรม., สุพรรณ, Karnchanasutham., S, นวลฉวี., แก้ว, Nualchawee., K, ภัทราพร สร้อยทอง., Phattraporn Soytong.
Corporate Authorsคณะภูมิสารสนเทศศาสตร์., Faculty of Geoinformatics.
Journalวารสารเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา = Journal of Geoinformation Technology of Burapha University
Volume2
Start Page27-40
Issue3
Type of Articleบทความ
ISSN2465-4469
Keywordsความสัมพันธ์., พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง., สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา., อุณหภูมิพื้นผิวดิน.
Abstractงานวิจัยนี้เป้นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิพื้นผิวดินกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างโดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-8 และเลือกวิธีการประมาณค่าอุณหภูมิพื้นผิวดินแบบ Split-Window ที่ประกอบด้วย 3 พารามิเตอร์ที่สำคัญ ได้แก่ 1) อุณหภูมิความสว่าง 2) สภาพเปล่งรังสีของพื้นผิวโลก และ 3) ไอน้ำในชั้นบรรยากาศในการประมาณค่าร่วมกับการศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยวิธีการจำแนกแบบกำกับดูแล ผลจากการศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินพบว่า พื้นที่เกษตรกรรมมีพื้นที่เท่ากับ 290.86 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 56.46 พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างมีพื้นที่เท่ากับ 89.77 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 17.42 พื้นที่อื่น ๆ มีพื้นที่เท่ากับ 70.54 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 13.69 พื้นที่ป่าไม้มีพื้นที่เท่ากับ 60.15 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 11.67 และพื้นที่แหล่งน้ำมีพื้นที่เท่ากับ 3.87 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 0.75 ผลจากการประเมินความถูกต้องของการจำแนกพบว่า มีค่าความถูกต้องโดยรวม เท่ากับ 78.80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อทำการศึกษาอุณหภูมิเฉลี่ยของแต่ละตำบล พบว่า ตำบลท่าประดู่ มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดเม่ากับ 33.21 องศาเซียลเซียส รองลงมา คือ ตำบลเชิงเนิน มีอุณหภูมิเฉลี่ยเท่ากับ 31.71 และตำบลมาบตาพุด มีอุณหภูมิเฉลี่ยเท่ากับ 31.11 องศาเซลเซียส เนื่องมาจากตำบลดังกล่าวปกคลุมด้วยพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหูมิพื้นผิวดินเฉลี่ยกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลู่สร้างนั้นมีความสัมพันธ์กันและมีค่าสหสัมพันธ์เท่ากับ 0.9604 นอกเหนือจากนี้จากการทำนายอุณหภูมิจากสมการถดถอยเชิงเส้น พบว่า ถ้าในอนาคตร้อยละ ของพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสรา้งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 100 อำเภอเมืองระยองจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ประมาณ 5.69 องศาเซียลเซียส The research was studied land surface temperature by Split-Window algorithm for LANDSAT-8, which it consisted three important parameters such as 1) brightness temperature 2X land surface emissivity and 3) atmospheric water vapor. There was also analysis of land use, for studying a relationship between land surface temperature and urban and building area. The result of land use found most area of the district remains an agricultural, which was 290.86 Sq.K. or 56.46% of the total area, urban and building area were 89.77 Sq.Km. or 17.42%, other area were 70.57 Sq.Km. or 13.69%, forest area were 60.15 Sq.Km. or 11.67% and water area were 3.87 Sq.Km. or 0.75%. The overall accuracy assessment of land use was 78.80 percent, The study analyzed the statistics land surface temperature in each sub-district showed a higher average in Tambon Tha Pradu Tambon Choeng Noen andTambon Map Ta Phut, it had a temperature of 33.21, 31.71 and 31.11 degree Celsius respectively because most area of the districts were covered urban and building. In addition, the relationship between land surface temperature and percent of urban and building areashowed r about 0.9604. In addition, the result, the result of temperature was predicted by the linear regression equation that shown, if urban and bullding areas increase 100 percent of the total area, an average temperature will be increases approximately 5.69 degree Celsius.
Alternate JournalThe study of correlation between land surface temperature with urban and building area, a case study of Amphoe Mueang Rayong, Rayong province, Thailand.