ทางออกทางเพศและพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ประเทศไทย.

Titleทางออกทางเพศและพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ประเทศไทย.
Publication TypeResearch
Year of Publication2554
Authorsกิตติ กรุงไกรเพชร., Kitti Krungkraipetch.
Corporate Authorsคณะแพทยศาสตร์., Faculty of Medicine.
Institutionมหาวิทยาลัยบูรพา. (Burapha University).
Cityชลบุรี. (Chonburi).
Typeงานวิจัย.
KeywordsAdolescent., Sexual behavior, Sexual outlet., Student., Teenage., พฤติกรรมทางเพศ., วัยรุ่น., สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์., โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์.
Abstractรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาทางออกทางเพศและพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ประเทศไทย ประชากร คือ นิสิตระดับปริญญาตรี กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ชั้นปีที่ 3 จำนวนทั่งสิ้น 575 คน ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกของประเทศไทย ในปีการศึกษา 2553 วิธีการวิจัย เก็บข้อมูลประชากรด้วยแบบสอบถาม รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย จำนวนประชากรที่รวบรวมได้มีจำนวน 486 คน คิดเป็นร้อยละ 84.5 โดยเป็นเพศชาย 114 คน (24%) เพศหญิง 372 คน (76%) อายุเฉลี่ยเท่ากับ 20.7 ปี (19-23 ปี) ส่วนใหญ่เป็นนิสิตจากคณะพยาบาลและคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธสถานภาพครอบครัวส่วนมากมีบิดามารดาอยู่ด้วยกันเกือบกึ่งหนึ่งขณะเรียนพักอาศัยอยู่ในหอพักนอกมหาวิทยาลัยและประมาณร้อยละ 40 อยู่หอพักในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ไม่ทำงานนอกเวลาเรียน ส่วนใหญ่มีรสนิยมรักต่างเพศ (80%) รักสองเพศ (11%) รักร่วมเพศ (9%) สองในสามเคยสนทนาทางอินเทอร์เน็ต เคยฟังบรรยายเรื่องเพศและอ่านปัญหาเรื่องเพศ เกือบทั้งหมดไม่เคยถามปัญหาทางเพศ ส่วนผู้ให้คำปรึกษาปัญหาทางเพศส่วนใหญ่คือ เพื่อนสนิท นิสิตกว่าครึ่งมีคู่รักแล้ว สถานที่นัดพบกันบ่อยที่สุดคือ ที่บ้านหรือห้างสรรพสินค้า จำนวน 3 ใน 4 ยังให้ความสำคัญในเรื่องพรหมจรรย์ ทางออกทางเพศของนิสิตชายพบว่า เกือบทั้งหมดเคยหลั่งน้ำอสุจิแล้วที่อายุ 15 ปี น้อยที่สุดคือ 10 ปี มากที่สุดคือ 20 ปี การหลั่งอสุจิครั้งแรกประมาณกึ่งหนึ่งมาจากการฝันเปียก รองลงมาคือ การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เมื่อมีความต้องการทางเพศนิสิตเกือบ 1 ใน3 ใช้มือในการสำเร็จความใคร่ รองลงมาใช้การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือใช้การดูสื่อลามกอนาจาร ทางออกทางเพศกับบุคคลอื่น พบว่าประมาณกึ่งหนึ่งใช้การร่วมเพศทางช่องคลอด (54%) รองลงมาเป็นการร่วมเพศทางปากกับเพศตรงข้าม (20%) รองลงมาให้เพศเดียวดันช่วยกันสำเร็จความใคร่โดยใช้มือ (10%) ให้เพศเดียวกันร่วมเพศทางปาก (7%) ร่วมเพศทางทวารหนักของเพศตรงข้ามหรือบุคคลเพศเดียวกัน (3%) ทางออกของนิสิตเพศหญิงพบว่า ส่วนใหญ่ยังไม่เคยถึงจุดสุดยอดทางเพศ (70%) โดยส่วนใหญ่เคยถึงจุดสุดยอดเมื่ออายุ 20 ปี เหตุการณ์ที่ทำให้ถึงจุดสุดยอดครั้งแรกสามลำดับแรกคือ การร่วมเพศกับเพื่อนหรือคนรัก การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และการมีเพศสำคัญทางเพศกับบุคคลเพศเดียวกัน เมื่อมีความต้องการทางเพศ เกือบร้อยละ 60 ใช้การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ทางเลือกอื่นได้แก่ การดูสื่อลามก (12%) การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (12%) การจินตนาการทางเพศ (10%) ทางออกทางเพศกับบุคคลอื่น ได้แก่ การร่วมเพศทางช่องคลอด (55%) การใช้ปากร่วมเพศกับเพศตรงข้าม (15%) การให้เพศเดียวกันใช้ปากและลิ้นในการกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ (13%) การให้เพศเดียวกันช่วยกันสำเร็จความใคร่ (8%) การร่วมเพศทางทวารหนักกับเพศตรงข้าม (1%) ความรู้สึกของนิสิตด้านเพศและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีค่าคะแนนเฉลี่ยในระดับปานกลาง พฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกครั้งป้องกันบางครั้งและไม่ป้องกันเท่ากับร้อยละ 43,45 12 ตามลำดับ วิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การใช้ถุงยางอนามัย (73%) รองลงมาคือการหลั่งอสุจิภายนอก (20%) และการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด (7%) สถานบริการที่นิสิตเลือกใช้บริการสี่อันดับแรกคือ โรงพยาบาลของรัฐ (36%) คลินิก (26%) โรงพยาบาลเอกชน (15%) ร้านขายยา (13%) สรุปผลการวิจัย รสนิยมทางเพศของนิสิตมีสัดส่วนไม่ต่างจากผลการศึกษาในอดีตที่ผ่านมามากนัก ส่วนทางออกทางเพศของนิสิตชายส่วนใหญ่ไม่ต่างจากการศึกษาในอดีตที่ผ่านมามากนักเช่นกัน แต่ทางออกทางเพศในนิสิตหญิงส่วนใหญ่จะเลือกทางออกทางเพศโดยวิธีเบี่ยงเบนความสนใจโดยใช้กิจกรรมอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกาย และพฤติกรรมทางเพศกับบุคคลอื่นของนิสิตหญิงมีสัดส่วนของการร่วมเพศทางทวารหนักค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับงานวิจัยในต่างประเทศ อาจเนื่องมาจากทัศนคติในเรื่องเพศภายใต้สังคมไทยยังมองว่าเป็นเรื่องวิตถารอยู่ก็เป็นได้ ส่วนความรู้สึกทางเพศและเพศสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง และยังมีพฤติกรรมไม่ป้องกันตนเองและป้องกันบางครั้งอยู่เป็นจำนวนเกินครึ่ง นอกจากนี้ยังพบว่ามีนิสิตจำนวนหนึ่งยังใช้วิธีการป้องกันตนเองโดยการหลี่งอสุจิภายนอกซึ่งยังเป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพ A survey study to find out the prevalence of sexual outletsand sexual transmitted disease prevention behaviors among the 3 rd year students of group of health science program faculty, one of universities, Eastern part, Thailand 575 the 3 rd year students of group of health science program faculty, one of Universities, Eastern part, Thailand, Academic year 2009 The general data and objective data were collected by the researchers and teams by questionnaires. The frequency, percentage, mean and standard deviation were used to analyze the data. Results There were 486 from 575 students (84.5%) who engaged in this study. There were men 111 (24%) and 372 women (76%). The mean age was 20.7 (19-23). Most of students studied in faculty of Nursing and faculty of Sport Sciences. The main religion was Buddhism. Most of them came from parental status family. About half of them stayed in the dormitories outside the campus and nearly 40% stayed in dormitories inside the campus. Most of them did not work as part-time job. Their sexualities were 80% of heterosexual, 11% of bisezual and 9% of momesexual type. The 2/3 of them reported ever used of internet chat and attended to lectures about sexual topics and ever read the sexual questions column in magazine. But most of them never inquired about sexual problems. The main sexual counselors of them were their close friends. About half of them had their sweethearts. The most flavor place of dating was at dormitory. The next places were at house or department stores. About 3/4 of them also gave priority to a virginity. In male students, the mode for age of 1 st ejaculation was 15 (min. 10-max. 20). The most sexual events together with 1 st ejaculation were nocturnal dream and self-masturbation. The most 3 ways for sexual tension release in male students were self-masturbation (30%) , ignoring sexual desire and doing exercise/ other activities (26%), watching of sexual media. The sociosexual activities among them were about 54% of sexual intercourse, 20% of oral sex with female partner, 10% of mutual masturbation by male partnerand 7% of oral sex with male partner. In female students, most of them did not reach orgasm (70%). The mode for age of 1st orgasm was 2.0 The most 3 sexual events together with 1st orgasm were sexual intercourse, self-masturbation and sexual stimulation by female partner. About 60% of ways for sexual tension was converting sexual desire to another activity, for instances; exercise/ other activities. The others were watching sexual media (12%), self-masturbation (12%) and sexual fantasy (10%). The sociosexual activities among them were sexual intercourse (55%), oral sex with male partner (15%), oral sex with female parther (13%), mutual masturbation by the same sex (80%) and anal sex with male partner (1%). The sexual and reproductive health and sexual transmitted disease knowledge score level of students sat on the average scale. The students behaviors of safe-sex protection for aaa time, part ti,e and nothing were 43%, 45% and 12% respectively. The methods which were used for protection were male condom (73%), withdrawal (20%) and oral contraceptive pill (7%). The 4 medical service places which were visited were government hospital (36%), private clinic (26%), private hospital (15%) and drug store (13%). Conclusions: The sexuality proportion among the students did not different from the exist data. The result of male sexual outlets among student also went in the same way of previous studies. But the most female sexual outlet was the converting sexual desire to other activity, for example; exercise. There was a few prevalence of anal sex among female students when compare to previous studies on abroad. The reasons for these might be influenced by attitudes, culture, and Thai values about sexual activity. The knowledge about sexual and reproductive health and sexual transmitted disease level was average and also had the attitude and behavior of safe-sex protection in low level, for example; the coitus interruptus use for safe-sex protection which had no effectiveness.
Research Notesรายงานการวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย ประเภทงบประมาณเงินรายได้ ประจำปีงบ 2554
Alternate TitleThe sexual outlets and sexual transmitted disease prevention behaviors among 3rd year undergraduate students of groups of health science program faculty, one of universities, Eastern part, Thailand.