ประวัติความเป็นมา
การเล่นปริศนาคำทาย เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ ๕ปัจจุบันการละเล่นชนิดนี้กลับไม่เป็นที่รู้จักและหาชมได้ยากเต็มที เนื่องด้วยวัฒนธรรมต่างชาติและความบันเทิงรูปแบบใหม่ ๆ พร้อมกับเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า
การละเล่นทายโจ๊กคือการเล่นทายปริศนาร้อยกรองชนิดต่าง ๆ ทั้งกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ซึ่งมีประวัติความเป็นมาของการละเล่นนี้คาดว่าเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ แรกเริ่มเป็นการละเล่นของควนจีน เรียกว่า “ผะหมี” (ผะ แปลว่า ตี, หมี แปลว่า ปัญหา หรือปริศนา) คนไทยเลียนรูปแบบการเล่นแต่เปลี่ยนจากโคลงกลอนภาษาจีนมาใช้ร้อยกรองภาษาไทย เป็นที่นิยมเล่นในหมู่ราษฎรและเจ้านายในราชสำนัก
การเล่นผะหมีไม่ได้จำกัดความนิยมอยู่แต่ในเขตพระนครเท่านั้น ชุมชนต่าง ๆ เช่น ปากน้ำ, บางพลี, แปดริ้ว, ชลบุรี, และชุมชนอื่น ๆ ก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายในงานมหรสพ เช่น งานวัด งานโรงเรียน และงานศพ
ชาวชลบุรีเดิมเรียกการละเล่นนี้ว่า “ปริศนากวี” ส่วนคำว่า “โจ๊ก” นั้นมาจากผู้ช่วยในการละเล่นแต่งตัวเป็นตัวตลกแบบตัวโจ๊กเกอร์ สร้างความสนใจสสนุกสนาให้คนดูเป็นอย่างมาก จึงได้ทำเช่นนั้นเรื่อยมาทุกครั้งที่มีการเล่นจนเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้เล่นทั่วไป
คำกลอนปริศนาในการเล่นทายโจ๊ก แต่ละบทจะมีอยู่ ๔ บรรทัด แต่ละบรรทัดจะมีปริศนาซ่อนอยู่ ๑ ข้อ คำตอบของปริศนาแต่ละข้อจะมีความเกี่ยวข้องพ้องเสียงกันในลักษณะต่าง ๆ เช่น พ้องเสียงพยางค์หน้า (เรียกว่าโจ๊กพ้องคำหน้า) พ้องเสียงพยางค์หลัง (เรียกว่าโจ๊กพ้องคำหลัง) ในกรณีที่มีคำตอบพยางค์เดียวอาจพ้องเสียงในพยัญชนะต้น หรือพ้องเสียงสระ (เรียกว่าโจ๊กพ้องคำเดี่ยว) นอกจากคำตอบของแต่ละบรรทัดจะมีความเกี่ยวข้องพ้องเสียงกันในลักษณะต่าง ๆ แล้วแต่ละคำตอบต้องมีพยางค์เท่ากันอีกด้วย