สัมภาษณ์ศาสตราจารย์ ดร.ธำรง บัวศรี
ผู้ริเริ่มขยายการศึกษาระดับปริญญาตรี ออกสู่ส่วนภูมิภาค
และเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน
เมื่อราวๆ เดือนตุลาคม พ.ศ. 2497 ก็มาอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งตอนนั้นมีโรงเรียนฝึกหัดครู ก็ได้อยู่ที่นั่น แล้วพอเดือนเมษายน พ.ศ. 2498
ทางกระทรวง ฯ ก็เรียกตัวไปบอกว่า อยากจะตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษา ที่บางแสน ที่ก่อตั้งก็เนื่องจากว่า ตอนนั้นเค้ายกฐานะของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ซึ่งเดิมเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง มี ดร.สาโรจน์ อยู่ที่นั่น ดร.สาโรจน์เลย เสนอว่า ถ้าอยากให้โรงเรียนฝึกหัดครูก้าวหน้า จะต้องสร้างครูในระดับปริญญา มิฉะนั้น
การฝึกหัดครูก็จะไม่มีคุณภาพ หรือตามไม่ทันเค้า ทางกระทรวงศึกษาฯ จึงเริ่มยกระดับโรงเรียนฝึกหัดครูให้เป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา ที่ประสานมิตร ซึ่งก็ราว ๆ ต้นปี 2498 และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นคือ พลเอกมังกร พรหมโยธี ก็มีความเห็นร่วมกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งได้ออกเป็นมติคณะรัฐมนตรีว่า น่าจะต้องกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค เค้าก็มาคิดกันว่าน่าจะขยายการศึกษา โดยเฉพาะระดับสูงออกไปสู่ภูมิภาคด้วย ดังนั้น เมื่อตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษาขึ้นที่ประสานมิตรแล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะต้องขยายออกไปสู่ภูมิภาคด้วย ก็เลยเลือกที่บางแสน เนื่องจากไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่นักและอีกอย่างก็จะเป็นจุดที่ดีสำหรับนักเรียนในภาคตะวันออก ซึ่งสามารถ
มาเรียนต่อที่บางแสนได้โดยไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ นอกจากนั้นบางแสนยังเริ่มเป็นที่ตากอากาศที่คนไปเที่ยว แต่ในเวลานั้น เริ่มแรกที่ไปตั้งถนนหนทางก็ยังไม่ดี ต้องใช้เวลา
เดินทางนาน สะพานบางปะกงก็ยังไม่มี ต้องข้ามแพขนานยนต์ ค่อนข้างลำบากแต่เค้าคงเห็นผมเพิ่มกลับมาจากต่างประเทศใหม่ ๆ และตัวคนเดียว เค้าเลยเลือกให้ผมไป
ส่วนคนอื่นก็มีตำแหน่งอยู่แล้ว ผมมีเวลาในการเตรียมตัวเดินทางน้อยมาก ในขณะนั้นทางมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็สอบคัดเลือกนิสิต นักศึกษา เรียบร้อยแล้ว ผมก็มีเวลาเตรียมการประมาณ2 เดือน ดังนั้นประมาณต้นเดือนพฤษภาคม เราก็ประกาศรับสมัครนิสิตรุ่นใหม่ ผมก็ไปดูบรรยากาศ ตอนนั้นก็มีวิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน เปิดอยู่แล้ว ประมาณ 2-3 ปี จะคล้าย ๆ โรงเรียนมัธยมเป็นของกรมสามัญศึกษา แต่สภาพก็ยังเป็นป่า, เขา, มะพร้าว ที่นี้ก็สอบคัดเลือกกันเดือนพฤษภาคม มีคนสมัครประมาณ 41 คน เราก็รับหมด เพราะเป็นรุ่นแรก หลังจากนั้นก็มีเวลาอีก 1 เดือน ก่อนเปิดเทอม นิสิตก็กลับไปเตรียมตัว พอวันที่ 30 มิถุนายน เราก็นัดให้มาขึ้นรถไปบางแสน เราก็ไปขอใช้
สถานที่กับวิทยาลัยบางแสน ทั้งหอนอน ทั้งชั้นเรียน นอกจากนั้นก็เตรียมการเรื่องงบประมาณสำหรับนิสิต ส่วนเรื่องอื่น วิทยาลัยบางแสนช่วยดูแล เราเพียงแต่จัดหาเงิน
ส่งให้เค้าไปว่านิสิตมีเท่าไหร่ก็คิดตามหัว ก็เลยสะดวกหลายอย่าง แต่ขณะเดียวกันในปี 2498 ก็เป็นเวลาที่ต้องเตรียมสถานที่ใหม่เพื่อให้นิสิตของเราได้ย้ายไปเรียน ในปีต่อไป
เราจะได้มีที่เป็นสัดเป็นส่วน และตัวผมเองตอนนั้นก็ยังอยู่บังกะโลเล็กๆ ก็สบายดีเหมือนมาตากอากาศ เราก็นึกว่าอยู่ไปแล้วก็ได้สอนหนังสือ ในขณะเดียวกันก็ต้องวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ทุกสัปดาห์ เพราะต้องมาติดต่อเรื่องก่อสร้าง ต้องไปกรมอาชีวะให้เค้าออกแบบ แต่ตอนนั้นเรามีอาจารย์ท่านหนึ่ง (ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว) อยู่ประสานมิตร
เป็นสถาปนิก ก็เลยให้ท่านช่วยออกแบบจากนั้นก็หาผู้รับเหมา ดังนั้นภายใน 1 ปี เราก็สามารถสร้างตึกอำนวยการ ได้ 1 หลัง สร้างหอพัก 2 หลัง หอหญิง 1 หลัง หอชาย
1 หลัง พอปี 2499 เราก็ย้ายมา แล้วรับนิสิตเพิ่มเป็นเกือบ 200 คน แล้วก็รับอาจารย์เพิ่ม อาจารย์รุ่นแรกมี 7 คน มีผม, อ.ลัดดา ประเสริฐกุล, อ.ประมาณ ฮะกีมี, อ.บุญเลิศ
ศรีหงษ์, อ.สายัณ คำเขียน, อ.ศักดิ์ศรี, อ.ดัด ต่างคนต่างก็อยู่บังกะโลริมทะเล พอปีที่ 2 เราก็ได้อาจารย์, นิสิต เพิ่มอีกมากมาย เพราะพอใกล้ปลายปีที่ 2 ผมมีหนังสือไปทั่วประเทศว่าเรามีวิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน ซึ่งมีหลักสูตรมากมาย เรายินดีต้อนรับที่จะให้นักเรียนจากทั่วประเทศมาเรียนที่นี่ ก็มากันมากมายเป็น 100 กว่าคน เพราะเรารับตามจำนวนห้องหอพักที่ว่าง ในระยะนั้นนิสิตทุกคนต้องอยู่ประจำแล้วก็ฟรีทั้งค่าอาหาร, ที่พัก ต่อมาอีก 2-3 ปี ก็เพิ่มขึ้นอีกเยอะ เป็นประมาณ 400 คน ผมเขียนไว้ในบันทึกบางแห่งก็พูดถึงว่าในความคิดของผมที่นี่จะเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตชั้นเยี่ยมของเมืองไทย คนที่ไม่เข้าใจคิดว่าคงจะเป็นบัณฑิตชนิดเรียนเก่งที่สุด แต่ไม่ใช่นิสิตที่ผมต้องการคือ แกร่ง อดทน สามัคคี ซื่อสัตย์ เราต้องการตรงนี้มากกว่าอย่างอื่น เพราะเราพยายามปลูกฝังมาตลอด ผมรู้สึกว่าได้ผล เพราะตอนที่ผมอยู่นิสิต 4-5 รุ่นแรก เค้ารักกันมาก จนถึงปัจจุบันเค้าก็ยังติดต่อกันเสมอ แล้วเด็กของเราสมัยนั้น ถึงแม้จะไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่งมาก แต่เวลาออกมาทำงานแล้วสามารถก้าวขึ้นไปในตำแหน่งสูง ตอนนี้เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยครูตั้งหลายแห่ง หรืออย่างนิสิตรุ่น 6 ก็มี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมการศาสนา ฯลฯ เท่าที่ผมได้พยายามติดตามข่าว ส่วนใหญ่ก็มีชีวิตมีหลักฐานที่มั่นคงเราก็พอใจ นั่นก็เป็นความคิดของผมในเรื่องการผลิตบัณฑิตชั้นเยี่ยม แต่นิสิตที่เด่นในเรื่องการเรียนก็มีเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่จำเป็นในชีวิตของคน นั่นไม่ใช่เรื่องเรียนเก่งแต่เพียงอย่างเดียวในองค์ประกอบของคนๆ หนึ่งควรจะมีจิตใจโอบอ้อมอารี มีเมตตา ฯลฯ เราต้องการตรงนั้นมากกว่า มาถึงยุคนี้ผมก็ไม่ค่อยสบายใจ จากที่มองเห็นสภาพสังคมทั่วไป เราจะเห็นว่าการศึกษาเริ่มกลายเป็นสินค้า แต่ของเราคงยังไม่เป็น แต่อย่างโรงเรียนสาธิตฯ ในกรุงเทพมหานคร ถ้าคุณจะเข้าคุณต้องเอาเงินเข้าไป ใครสอบได้ก็แล้วไป แต่ถ้าสอบไม่ได้ก็ต้องเอาเงินมาอุปการะโรงเรียน เค้าจะเรียกว่านักเรียนอุปการะ ผมว่าไม่ถูกต้องเพราะเป็นการสร้างนิสัยการติดสินบนตั้งแต่ยังเด็ก
เมื่อติดสินบนเข้าเรียนได้ต่อไปก็ไปติดสินบนอะไรก็ได้ แบบนี้สังคมเสียหายมาก แล้วตอนนี้ก็เป็นเกือบทุกระดับจนถึงอนุบาล ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร มันกลายเป็นระบบทุนนิยม
ถ้าบางแสนยังรักษาความไว้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ เราต้องนึกว่าอย่างน้อยในโรงเรียนหนึ่ง ก็ต้องมีนักเรียนหลายประเภทปนกันอยู่ รวยบ้าง จนบ้าง เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง
แต่ประเภทใช้เงินเข้าไปเรียนไม่ถูกต้องแล้ว ถ้าเราทำผมก็ขอร้องให้เลิก เพราะเราควรจะสร้างความรู้สึกของเด็กให้เป็นคนมีคุณธรรม ถ้าเราไม่มีตรงนี้ก็แย่ ผมก็ไม่ทราบว่า
อย่างโรงเรียนหลาย ๆ แห่ง ที่ทำแบบนี้เด็กที่เข้าไปก็จะมีสองพวก เค้าจะมีความรู้สึกอะไรกันหรือเปล่า เพราะทุกวันนี้ระบบการศึกษาในบ้านเราก็สร้างความเครียดให้เด็ก
โดยไม่รู้ตัวอยู่แล้ว ที่มีการสอบแข่งขันการเอ็นทรานช์ระบบที่จะใช้ก็ไม่ได้หมายความว่าดีขึ้นเลย นอกจากนั้นยังมี PRE-ENTRANCE ก่อนสอบจริงอีก ไม่รู้ว่าทำทำไม
มันเหมือนกับการหาเงินและขณะเดียวกันก็ยังเกิดมีการติวเข้มอีก ยิ่งสร้างความเครียดให้เด็กเพิ่มมากขึ้นอีก ผมว่าวิธีการคิดของคนระดับสูงยังไม่ถูกต้อง แบบนี้ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทำไมที่อเมริกา ประเทศอื่น ๆ เค้าไม่เห็นมีแบบนี้เลย จริงเราสามารถจัดระบบการศึกษาแบบอื่นๆ ได้ แต่เราก็ไม่ทำ เช่น ถ้าเรารับทุกเทอมแล้วออกทุกเทอม เราก็สามารถจะรับนิสิตเพิ่มได้อีกเท่าตัว แล้วเราก็จัดสอบของเราเองไม่ต้องสอบส่วนกลาง เพราะผมถือว่าเสรีภาพทางวิชาการสำคัญ ถ้าคุณไม่สามารถเลือกนักเรียนของ
คุณเองได้ คุณก็ไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ มหาวิทยาลัยทั้งหลายยังไม่เปิดใจให้กว้าง แม้แต่การ TRANSFER CREDIT ก็ยังไม่ยอมให้มีในทางปฏิบัติ เช่น นักเรียนที่เรียน
ในจุฬา ฯ ตอนซัมเมอร์ไปเรียนที่เชียงใหม่ พอปิดเทอมจะเอาหน่วยกิตนั้นมาโอน จุฬา ฯ ก็ไม่ยอม ทั้ง ๆ ที่ตอนสอบคัดเลือกนักศึกษาก็ใช้มาตรฐานเดียวกัน (ENTRANCE)
พอแบบนี้ไม่ได้ ถือว่าจุฬา ฯ ดีกว่าแบบนี้ก็ไม่ถูก ผมว่าถ้าเราคิดอะไรแบบใจกว้าง เราก็จะไม่สร้างปัญหา ไม่สร้างความเครียดให้กับอาจารย์ แล้วก็นิสิตทั้งหมด
สัมภาษณ์โดย สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา
วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2541 เวลา 09.30 น.
ณ บ้านพักอาจารย์ ซอยเอกมัย กรุงเทพมหานคร